Archives

เครื่องมือตรวจวิเคราะห์สมบัติทางแสงของอัญมณี (ตอนที่ 9)

                การใช้สเปกโตรสโคปเพื่อจะโฟกัสให้ภาพสเกลสี spectrum ชัด มักทำได้โดยการหมุนวงแหวนหรือโดยการเลื่อน telescoping draw tube ขึ้นลงและถ้าโฟกัสช่วงสีแดงชัดช่วงสีม่วงก็จะไม่ชัดเจนและหากโฟกัสช่วงสีม่วงชัดช่วงสีแดงก็จะไม่ชัดเจน

โดยทั่วไปส่วนฐานของเครื่องสเปกโตรสโคปจะเป็นส่วนที่เลื่อนปรับแสงให้ส่องผ่าน ปริมาณของแสงที่ใช้ขึ้นกับลักษณะการวิเคราห์ เช่น แสงที่มีความเข้มสูงจะช่วยให้เห็นการดูดกลืนแสงที่ช่วงสีม่วงและเห็นการดูดกลืนสีของพลอยที่มีโทนสีมืด ในขณะที่มีความเข้มต่ำช่วยให้เห็นการดูดกลืนแสงและพลอยที่มีสีอ่อนได้ดีกว่า ในสเปกโตรสโคปบางครั้งยังมีสเกลของคลื่นแสงแดงไว้ตามช่วงสีต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์พลอยโดยใช้สเปกโตรสโคปนี้จะมีประโยชน์มากก็ต่อเมื่อเราสามารถจำรูปแบบของ spectrum ได้ดี spectrodcope ชนิด prism มีทั้งขนาดเล็กแบบมือถือและแบบตั้งโต๊ะ ในขณะที่โดยทั่วไปส่วนใหญ่ diffraction spectroscope จะเป็นแบบมือถือ การใช้ spectroscope แบบมือถือต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงแยกออกมาเป็นพิเศษซึ่งแหล่งไฟที่เหมาะสมคือ Utility Lamp หรือ FiberLite ที่เป็นเครื่องกำเนิดแสงที่แสงเดินทางผ่านใยแก้ว (fiber optic system) ซึ่งสามารถปรับความเข้มของลำแสงได้ นอกจากนี้ท่อทางเดินแสงยังช่วยให้สามารปรับชี้ไปในทิศทางที่ต้องการได้

ฐานที่มีแหล่งกำเนิดแสง ประเภท Transmitted light และมีไฟรบบ Fiber optic ซึ่งจะส่องแสงให้ไฟประเภท Reflected spectroscope บางรุ่นจะมีแผ่นกรองสีแดง เขียว และน้ำเงินเพื่อช่วยให้สามารถดูได้เฉพาะในช่วงสีต่างๆของ Spectrum และมีแผ่นกรองสีเหลืองเพื่อช่วยปรับสภาวะถูกต้อง (Calibrating) เครื่องมือ โดยแสงจากฐานจะส่องผ่าน Prism

-          Pheostat เพื่อช่วยควบคุมความเข้มของแสง

-          Iris diaphragm บนส่วนฐานเพื่อปรับขนาดช่องให้แสงจากฐานส่องผ่านขึ้นมา นอกจากนี้ยังสามารถใช้วางพลอยต่างๆโดยการปรับช่องให้มีขนาดเท่ากับพลอยที่จะวิเคราะห์ด้วย

-          ปากคีบพลอย (Stoneholder) เพื่อยึดพลอยที่ไม่สามารถวางในช่องของ iris diaphragm

-          แขนที่ปรับได้เพื่อยึดตัวเครื่องสเปกโตรสโคปในตำแหน่งต่างๆ

เทคนิคพื้นฐานในการดูสเปกตรัมของพลอยมีสามประเภท หลักๆคือ

1.Transmission การให้แสงส่องผ่านขึ้นมาในพลอย ซึ่งเป็นเทคนิคดีที่สุดสำหรับพลอยที่มีขนาดใหญ่ สีคล้ำปานกกลางไปถึงเข้ม มีลักษระโปร่งใสและโปร่งแสง ขั้นตอนต่างๆของการใช้ไฟประเภท Transmission ๆได้แก่

  1. ปรับ Iris diaphragm ให้มีขนาดเล็กพอที่จะวางพลอยได้โดยไม่หล่น
  2. เปิดแหล่งกำเนิดแสงและปรับให้แสงส่องทะลุขึ้นมา Iris diaphragm และพลอย ปรับความเข้มของแสงเพื่อให้เหมาะกับพลอย เช่น ให้มีความเข้มของแสงต่ำถ้าพลอยมีสีอ่อน ความเข้มสูงเมื่อพลอยมีสีเข้มหรือโปร่งแสง

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : www.lenyajewelry.co.th ของขวัญวาเลนไทน์น่ารัก

spacer

เครื่องมือตรวจวิเคราะห์สมบัติทางแสงของอัญมณี (ตอนที่ 8)

 

สเปกโตรสโคป (Spectroscope)

6. สเปกโตรสโคป (Spectroscope)

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะการดูดกลืนและส่งผ่านคลื่นแสงสี ซึ่งลักษณะการดูดกลืนและส่งผ่านคลื่นแสงสีเป็นอีกสมบัติของอัญมณีที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับอัญมณีแต่ละประเภท ดังนั้นจึงสามารถใช้เครื่องมือแยกประเภทอัญมณีได้อย่างรวดเร็วและสามารถตรวจสอบอัญมณีที่เข้าตัวเรือนแล้ว หรือยังไม่ได้เจียระไนได้อีกด้วย ในบางกรณีสเปกโตรสโคปยังสามารถช่วยในการจำแนกพลอยที่มีการย้อมสีออกจากพลอยธรรมชาติได้ เช่น หยกย้อมสีเขียว เป็นต้น

ในปี ค.ศ.1666 Sir Isaac Newton ค้นพบว่าแสงสีขาวประกอบด้วยช่วงของแสงสีอีกหลายสีที่เรียกกันว่าสีรุ้ง โดยใช้แท่งแก้วปริซึม ซึ่งจะพบสเปกตรัมของสีรุ้งทั้งหมด 7 สี คือ red orange yellow green blue indigo และ violet แล้วเรียกกลุ่มของสเปกตรัมของคลื่นแสงสีขาวนี้ว่า “Visible spectrum” โดยแต่ละสีจะมีความยาวช่วงคลื่น (Wavelength range) เป็นดังนี้

สีแดง      (red)                        700 – 610 nm

สีส้ม        (orange)                  610 – 590 nm

สีเหลือง  (yellow)                  590 – 560 nm

สีเขียว     (green)                    560 – 490 nm

สีน้ำเงิน   (blue)                      490 – 450 nm

สีม่วง      (violet)                  450 – 400 nm

สเปกโตรสโคปเป็นเครื่องทมือที่มีลักษณะเป็นท่อ (tube) ที่ปลายด้านหนึ่งประกอบด้วย ช่องแคบๆ (narrow slit) และภายในประกอบด้วย เลนส์ (lens) และส่วนที่ทำให้เกิดสเปกตรัม ส่วนของเลนส์ดังกล่าวจะปรับความคมชัดของภาพร่วมกับ slit

สเปกโตรสโคปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสองชนิดคือ Prism type และ Diffraction type

The Prism Spectroscope

สเปกโตรสโคปชนิดปริซึมนี้ภายในประกอบด้วยชุดของปริซึมที่ทำให้เกิดเป็นสเปกตรัมโดยกาหักเห (Refraction) และการกระจายของแสง (Dispersion) ช่วงสีต่างๆ กระจายไม่เท่ากันโดยจะมีส่วนของสีม่วงกว้างกว่าสีแดงซึ่งทำให้มองเห็นลักษณะการดูดกลืนสีในช่วงสีแดงได้ยากแต่สีโดยทั่วไปทั้งหมดใน spectrum จะสว่าง

 

 

 

The Diffraction Gration Spectroscope

Spectroscope ชนิด diffraction นี้ภายในประกอบด้วย Fine-ruled grating ที่ทำให้เกิดเปนสเปกตรัมโดยการเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction) และ spectroscope ชนิด diffraction นี้มีการกระจายของช่วงสีต่างๆเท่ากัน แต่สีใน spectrum ไม่สว่าง การดูดกลืนก็จะเห็นไม่เด่นชัด

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : mgs.co.th

CR : ของขวัญวาเลนไทน์น่ารัก

spacer

เครื่องมือตรวจวิเคราะห์สมบัติทางแสงของอัญมณี (ตอนที่ 6)

Polariscope

Polariscope

วิธีใช้ Polariscope เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางแสง

  1. จัดโพลาริสโคปให้อยู่ในตำแหน่งมืดหรือสภาพมืด (Dark position or crossed position) สนิทก่อนโดยหมุนแผ่น Analyser
  2. วางอัญมณีลงบนกระจกใสเหนือแผ่น Polarizer
  3. หมุนแผ่นกระจกใสที่มีอัญมณีวางอยู่ไป 360 องศาแล้ว สังเกตปฏิกริยาของอัญมณีโดยมองผ่านแผ่น Analyser
  4. จับอัญมณีพลิกไปอีกด้านหนึ่งเพื่อสังเกตในตำแหน่งอื่นๆอีก 2 ตำแหน่ง
  5. อัญมณีที่เป็น DR และ ADR จะต้องตรวจยืนยันผลอีกครั้ง

ปฏิกิริยาที่จะปรากฏเมื่อนำอัญมณีมาทดสอบด้วยโพลาริสโคป

  1. ถ้าอัญมณี มืดตลอด เมื่อหมุนไป 360 องศา แสดงว่าอัญมณีนั้นเป็นอัญมณีหักเหเดี่ยว SR (single refraction or isotropic gemstone) อัญมณีที่แสดงลักษณะดังกล่าวนี้จะอยู่ในระบบผลึก Cubic (Isometric system) เช่น สปิเนล การ์เนต เพชร ฟลูออไรท์ หรือเป็นอัญมณีที่ไม่มีรูปผลึก (Amorphous) เช่น โอปอ เป็นต้น
  2. ถ้าอัญมณี มืดและสว่างสลับกัน เมื่อหมุนไป 360 องศา แสดงว่าอัญมณีนั้นเป็นอัญมณีหักเหคู่ DR (ชนิดผลึกเดี่ยว) อัญมณีที่แสดงลักษณะดังกล่าวอยู่ในระบบผลึก Tetragonal, Trigonal, Hexagonal, Monoclinic, และ Triclinic
  3. ถ้าอัญมณี สว่างตลอด เมื่อหมุนไป 360 องศา แสดงว่าอัญมณีนั้นอาจเป็นอัญมณีหักเหคู่ที่มีชนิดผลึกเล็กละเอียดจับกันเป็นกลุ่ม (Polycrystaline or Aggregate, AGG) เช่น คาลซีโดนี, หยก เป็นต้น
  4. ถ้าอัญมณี มืดและสว่างพร้อมกันและมีเส้นแถบมืดพาดผ่าน เมื่อหมุนไป 360 องศา แสดงว่าอัญมณีนั้นเป็นอัญมณีหักเหเดี่ยวแบบลวงตา ADR (Anomalous double refraction) เช่น แก้วมนุษย์ทำขึ้น (Man-made glass) ซึ่งไม่มีโครงการการจัดเรียงตัวเป็นผลึก และนอกจากนี้ยังพบลักษณะดังกล่าวได้ใน Almandine garnet และ Amber ด้วย

การตรวจสอบยืนยันผล

ปรับโพลาริสโคปไว้ในตำแหน่งมืด จากนั้นวางอัญมณีที่จะทดสอบยืนยันผลลงบนกระจกใสบนแผ่น Polarizer หมุนกระจกในไปจนกระทั่งอัญมณีอยู่ในตำแหน่งที่สว่างเมื่อมองผ่าน Analyser (สังเกตเพียงพื้นที่เล็กๆในอัญมณีจากนั้นหมุนแผ่น Analyzer แล้วสังเกตความสว่างในพื้นที่เล็กๆนั้น

ถ้า สว่างมากขึ้น                             อัญมณีนั้นเป็น       SR (ADR)

ถ้า มืดลงหรือเหมือนเดิม               อัญมณีนั้นเป็น       DR

 

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : www.chicjewelrybox.com



 

spacer

เครื่องมือตรวจวิเคราะห์สมบัติทางแสงของอัญมณี (ตอนที่ 5)

            เครื่องมือตรวจสอบการเรืองแสงของอัญมณีประกอบด้วย กล่องสำหรับวางอัญมณี ด้านในทาสีดำซึ่งจะไม่เรืองแสง ด้านบนของกล่องมีช่องสำหรับวางหลอดกำเนิดแสงอัลตราไวโอเลต

ข้อควรระวัง เนื่องจากแสงคลื่นสั้นมีพลังงานสูงจึงเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้ ดังนั้น ไม่ควรสังเกตการเรืองแสงโดยการจ้องมองแสงโดยตรง เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ ควรมองผ่านแผ่นกรองแสงเสมอ และไม่ควรให้แสงถูกผิวหนัง

วิธีใช้ Ultraviolet Lamp

  1. ทำความสะอาดอัญมณี เนื่องจากคราบไขมันหรือฝุ่นที่ติดบริเวณผิว อาจเรืองแสงได้
  2. ในการตรวจสอบการเรืองแสงของอัญมณีควรทดสอบในห้องมืด เพื่อให้สังเกตการเรืองแสงได้ชัดเจนที่สุด
  3. หมุนอัญมณีเพื่อสังเกตในทิศทางอื่น ถ้าปิดไฟแล้วอัญมณียังมีการเรืองแสงค้างอยู่ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Phosphorescence
  4. บันทึกลักษณะการเรืองแสงทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว สังเกตสีและระดับความชัดเจนเป็น ไม่เรืองแสง (Inert), เรืองแสงน้อย (Weak), เรืองแสงปานกลาง (Moderate) และเรืองแสงมาก (Strong)

ข้อสังเกต

-          อัญมณีบางชนิดอาจเรืองแสงเฉพาะบางบริเวณ เช่น การเรืองแสงของน้ำมันในรอยแตกในมรกต หรือการเรืองแสงของแร่แคลไซต์ในลาปิส ลาซูลี

-          การทำสอบนี้เป็นเพียงข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่สามารถสรุปผลที่ได้จากผลทดสอบด้วยวิธีการนี้เพียงอย่างเดียว

  1. โพลาริสโคป (Polariscope)

โพลาริสโคป เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการบ่งบอกลักษณะทางแสง (Optic Character) ของอัญมณีว่าเป็นประเภทที่มีค่าดัชนีหักเหเดี่ยว (SR) หรือมีค่าดัชนีหักเหคู่ (DR) ซึ่งง่ายและรวดเร็วด้วยการสังเกตลักษณะทางแสงของอัญมณีผ่านเครื่องมือนี้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้บอกลักษณะแกนแสง (Optic Figure) ว่าเป็นแบบแกนแสงเดี่ยว (Uniaxial) หรือแกนแสงคู่ (Biaxial) ซึ่งบางกรณีเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยบ่งบอกชนิดของอัญมณี โพลาริสโคปใช้วิเคราะห์ได้ทั้งอัญมณีเจียระไน (cut stone) อัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไน (rough stone) และเศษของอัญมณีชิ้นเล็กๆ (fragment) ที่มีลักษณะโปร่งแสงถึงโปร่งใส ทั้งที่อยู่ในตัวเรือน และไม่ได้อยู่ในตัวเรือน

โพลาริสโคป ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดแสง (Lamp), แผ่นโพลารอยด์ 2 แผ่น แผ่นที่อยู่ด้านล่างมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Polarizer ยึดติดกับตัวเครื่องไม่สามารถหมุนได้ ส่วนแผ่นที่อยู่ด้านบนเรียกว่า Analyser สามารถหมุนได้ และสุดท้ายเป็นกระจกใสสำหรับวางอัญมณีที่จะใช้ทดสอบ สามารถหมุนได้โดยติดทับอยู่บนแผ่น Polarizer อีกที ในกรณีที่ต้องการหาลักษณะแกนแสง จะต้องมีส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งคือ แท่งแก้วปลายทรงกลม (Condensing sphere)

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : www.manager.co.th

spacer

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบอัญมณี ตอนที่ 2

 

 

ระบบแสงไฟที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณี

เทคนิคการปรับใช้ระบบไฟที่เหมาะสม จะมีประโยชน์และสำคัญมากในการตรวจวิเคราะห์อัญมณีแต่ละประเภทที่มีลักษณะทางกายภาพหรือลักษณะทางแสงที่แตกต่างกัน ช่วยให้สามารถสังเกตเห็นลักาณะต่างๆ ของอัญมณีได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระบบไฟที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณี แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

 

Dark – Field Illumination

ระบบแสงไฟแบบ Dark – Field Illumination เป็นการจัดแสงไฟให้ส่องเข้าจากทางด้านข้างของอัญมณี พร้อมมีฉากพื้นด้านล่างเป็นสีดำ การจักระบบไฟลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพมลทินภายในอัญมณีเป็นจุดสว่างอยู่บนพื้นมืดดำ ซึ่งเป็นระบบไฟที่ใช้งานมากที่สุด เหมาะสำหรับอัญมณีที่มีความโปร่งใสหรือกึ่งโปรงใส (Transparent or Semi-Transparent) สามารถตรวจวิเคราะห์มลทินรูปแบบต่างๆ เช่น มลทินผลึกแร่ (Mineral Crystal Inclusion) มลทินลักษณะเป็นฝุ่นเล็กๆ (Dust or Minute Particles) มลทินฟองอากาศในอัญมณีสังเคราะห์ เป็นต้น

Bright Field Illumination

ระบบแสงไฟแบบ Bright Field Illumination เป็นการจัดไฟให้ส่องจากทางด้านล่างผ่าน อัญมณีขึ้นมาโดยตรง การจัดระบบไฟลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพมลทินภายในอัญมรีเป็นจุดมืดอยู่บนพื้นสว่าง เหมาะสำหรับอัญมณีที่มีความโปร่งแสงหรือกึ่งโปรงแสง (Transparent or Semi-Transparent) และการตรวจวิเคราะห์มลทินภายในแบบต่างๆ ตลอดจนการตรวจวิเคราะห์การปรับปรุงคุณภาพของอัญมณีบางประเภท การสังเกตเส้นโค้งในอัญมณีสังเคราะห์ (Curved Striae), ตำหนิของเหลว (Fluid Inclusions) หรือมลทินที่มีความกลมกลืนกับเนื้อของอัญมณีนั้นๆ (Low Relief Inclusion)

 Top Illumination

ระบบแสงไฟแบบ Top Illumination เป็นการจัดไฟให้ส่องจากทางด้านบนโดยอาจะเป็นไฟจากหลอดไฟด้านบนของตัวกล้อง (Overhead Lamp) หรืออาจใช้ไฟฉาก Fiber Optic Lamp เมื่อแสงตกกระทบจากด้านบน จะทำให้สังเกตเห็นผิวของอัญมณีได้ชัดเจนจากแสงสะท้อน ซึ่งเหมาะสำหรับการตรวจวิเคราะห์อัญมณีที่ทึบแสง หรือเกือบทึบแสง (Opaque or Nearly Opaque) ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่าง คือสามารถใช้ตรวจวิเคราะห์อัญมณีประกบ หรืออัญมณีที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพโดยการอุดรอยแตก (Cavity Filling) ได้ดีโดยการสังเกตความแตกต่างของความวาว (Luster) บนผิวของอัญมณี

 

 

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : www.paggad.com

 

spacer

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบอัญมณี ตอนที่ 1

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณีนั้น มีสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญ คือ จะต้องไม่ทำให้อัญมณีที่ทำการตรวจสอบเกิดการชำรุดเสียหาย เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์อัญมณี สามารถแบ่งได้ตามการวิเคราะห์สมบัติต่างๆ ของอัญมณี เช่น เครื่องทอตรวจวิเคราะห์โดยใช้สมบัติทางกายภาพ สมบัติทางแสง และการตรวจสอบโดยใช้กำลังขยาย เพื่อสังเกตลักษณะทั่วไปของอัญมณีตลอดจนมลทินภายใน และตำหนิภายนอก เป็นต้น

เครื่องประดับ

เครื่องประดับ

 

เครื่องมือตรวจสอบอัญมณีโดยใช้กำลังขยาย(Optical Magnification)

เครื่องมือตรวจสอบอัญมณีโดยใช้กำลังขยาย เป็นเครื่องมือที่ใช้สังเกตลักษณะทางกายภาพเบื้องต้นของอัญมณี ตั้งแต่ลักษณะภายนอก การเจียระไน ตลอดจนมลทินภายในของอัญมณี ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่

1. แว่นขยายกำลังขยาย 10 เท่า(10X Loupe)

แว่นขยาย(Loupe) เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการตรวจสอบอัญมณีที่เป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เพราะมีขนาดเล็กสะดวกในการพกพา สามารถใช้ตรวจสอบลักษณะเบื้องต้นของพลอยทั้งเม็ด เช่นรอยขีดข่วน, รอยแตก หรือบิ่น ความสมมาตรของเหลี่ยมเจียระไน สังเกตรอยแตก(Fracture) หรือแนวแตกเรียบ(Cleavege) รวมไปถึงมลทินภายในพลอย เช่น มลทินผลึกแร่ โครงสร้างการเติบโตของผลึก ฟองอากาศ ซึ่งช่วยในการแบ่งแยกอัญมณีธรรมชาติกับอัญมณีที่มนุษย์ทำขึ้น นอกจากนั้นยังอาจสามารถบ่งบอกการปรับปรุงคุณภาพของอัญมณีได้อีกด้วย

แว่นขยายที่ใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบอัญมณี จะมีกำลังขยาย 10 เท่า(10X) นั่นคือ สามารถสังเกตเห็นภาพได้ใหญ่กว่าขนาดวัตถุจริง 10 เท่า แว่นขยายที่เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจวิเคราะห์อัญมณีนั้นเป็นแบบ Triplet Lens ประกอบด้วยเลนส์จำนวน 3 ชิ้น คือ Flint Glass(แก้วที่มีตะกั่วผสมอยู่ เพื่อเพิ่มค่าดัชนีหักเหของแก้วให้สูงขึ้น) จำนวน 2 ชิ้น ด้านข้าง และส่วนกลางเป็น Crown Glass(แก้วที่ไม่มีตะกั่วผสมอยู่) 1 ชิ้น สามารถแก้ไขข้อบอพร่องในเรื่องสีที่ผิดปกติ (Color – Fringe effect or Chromatic Aberration และข้อบกพร่องในการเห็นภาพที่บิดเบี้ยวไปตามรูปทรงเลนส์ (Spherical Aberration) ได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการใช้แว่นขยาย 10 เท่า มีดังนี้คือ

1. เช็ดอัญมณีให้สะอาดก่อนส่องด้วยแว่นขยายทุกครั้ง

2. จับแว่นขยายให้อยู่ห่างจากตาประมาณ 1 นิ้ว ลืมตาทั้งสองข้างขณะดูจะช่วยให้ดูได้นานไม่ปวดตา และเพื่อให้มือที่จับแว่นขยายอยู่นั้นไม่สั่น ควรจัดให้มืออยู่ชิดติดกับใบหน้ามากที่สุด

3. จับอัญมณีด้วยคีมคีบอัญมณี แล้วนำมาส่องดูโดยให้ระยะจากอัญมณี ถึงแว่นขยายประมาณ 1 นิ้ว และเพื่อให้มือที่จับคีมนั้นไม่สั่น ควรจัดให้มือที่จับอัญมณีนี้สัมผัสกับมือที่จับแว่นขยาย

4. จัดให้แสงส่องเข้ามาทางด้านข้างพลอยโดยมีพื้นฉากสีดำจะช่วยให้มองเห็นมลทินภายในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

5. ส่องดูลักษณะจากผิวภายนอกของอัญมณีก่อนแล้วจึงโฟกัสลึกลงไปเพื่อสังเกตลักษณะต่างๆ ที่มีภายในอัญมณี

2. กล้องจุลทรรศน์อัญมณี(Gem Microscope)

กล้องจุลทรรศน์อัญมณี เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจวิเคราะห์อัญมณีขั้นพื้นฐานที่มีประโยชน์มากเช่นเดียวกับแว่นขยาย แต่ข้อดีที่สำคัญคือสามารถปรับกำลังขยายได้ตั้งแต่ 10-70 เท่า จึงเห็นทั้งลักษณะทางกายภาพภายในและภายนอกของอัญมณีได้ชัดเจนกว่าแว่นขยาย 10 เท่า

กล้องจุลทรรศน์อัญมณี เป็นกล้องจุลทรรศน์ 2 ตา(Binocular) ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ 2 ส่วน คือ เลนส์วัตถุ(Objective) และเลนส์ตา(Eyapieces) ภาพที่เห็นจะเป็นภาพ 3 มิติ แสดงภาพตรงตามตำแหน่งของวัตถุจริง คือ หากมีมลทินภายในทางด้านขวาของอัญมณี เราก็จะเห็นภาพมลทินทางด้านขวาเช่นกัน ซึ่งต่างจากกล้องจุลทรรศน์แบบตาเดียว(Monocular) เนื่องจากภาพที่ได้จะกลับด้านจากความเป็นจริง

วิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์อัญมณี

1. เช็ดอัญมณีให้สะอาดก่อนส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ทุกครั้ง

2. ส่องดูอัญมณีโดยใช้กำลังขยายที่ต่ำที่สุดก่อนเสมอ สังเกตลักาณะต่างๆภายใต้กล้อง

3. ปรับกำลังขยายเพิ่มขึ้นเพื่อสังเกตมลทินภายในที่มีขนาดเล็ก

4. ทดลองเปลี่ยนระบบไฟฟ้าที่จะช่วยให้มองเห็นมลทินแต่ละชนิดได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : www.finejewelthai.com

 

spacer

การตรวจสอบอัญมณี (Gem Identification) ตอนที่ 1

 

            การตรวจสอบอัญมณีเป็นหัวข้อที่สำคัญประการหนึ่งของวิชาอัญมณีศาสตร์ กล่าวคือ การตรวจวิเคราะห์เพื่อให้ได้ชื่อชนิด และประเภทของอัญมณี การตรวจพิสูจน์เพื่อแยกอัญมณีแท้ออกจากอัญมณีปลอมต่างๆนั้น ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานด้านสมบัติของอัญมณีและการตรวจจำแนกอัญมณี(Gem Identification) ซึ่งจัดเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ที่แตกแขนงมาจากวิชาวิทยาแร่(Mineralogy) และเป็นวิชาที่ผสมผสานวิชาเคมี ฟิสิกส์ และ ธรณีวิทยาเข้าด้วยกัน ในส่วยของเคมีและฟิสิกส์นั้น จะเกี่ยวกับลักษณะสมบัติที่ซับซ้อนทางเคมี และกายภาพ ซึ่งเป็นลักาณะเฉพาะตัวของแร่ที่ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบทางเคมี และการจัดเรียงของอะตอมภายในโครงสร้างของผลึก ในส่วนของวิชาธรณีวิทยาจะเกี่ยวข้องกับสภาวะทางเคมี และกายภาพที่ให้กำเหนิดรัตนชาตินั้น อันจะนำไปสู่การสำรวจหาแหล่งแร่อัญมณี และการทำเหมืองอัญมณีอีกด้วย อาจะกล่างได้ว่า นักอัญมณี(Gemmologist) ก็คือ นักวิทยาแร่ที่มีความชำนาญพิเศษเกี่บวกับอัญมณีและวัตถุที่ใช้ทำเครื่องประดับตกแต่ง นอกจากนี้ นักอัญมณีในปัจจุบัน จะต้องมีความรู้เกี่ยวข้องกับ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ การประเมินคุณภาพ การประเมินราคา การตลาด และการซื้อขายอีกด้วย

แม้ว่าการตรวจวิเคราะห์อัญมณี และการตรวจวิเคราะห์แร่ จะเป็นงานที่มีลักษณะและรูปแบบคล้ายคลึงกัน แต่ขีดจำกัดของการตรวจสอบรัตนชาติ มีมากกว่าการตรวจสอบแร่ ตรงที่นักวิทยาแร่สามารถขูด ขีด บด ทำลายตัวอย่างได้ แต่นักอัญมณีจะไม่สามารถทำให้ตัวอย่างเสียหายได้ และโดยเฉพาะตัวอย่างอัญมณีที่ประกอบอยู่ในตัวเรือนหรือเครื่องประดับแล้ว จะยิ่งยากต่อการตรวจสอบวิเคราะห์เพื่อหาชนิดประเภท ดังนั้นการตรวจสอบวิเคราะห์อัญมณีจึงต้องมีกระบวนการและวิธีการที่พัฒนาขึ้นมากกว่าการตรวจสอบวิเคราะห์แร่อื่นๆ เพราะนอกจากจะต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์เพื่อทราบถึงชื่อชนิดประเภทของรัตนชาติแล้ว ยังต้องตรวจพิสูจน์เพื่อให้มั่นใจว่า เป็นอัญมณีแท้หรือปลอมอีกด้วย อัญมณีปลอมทั้งชนิดที่สวยงาม สมบูรณ์ ไร้ร่องรอย ตำหนิ ตลอดจนชนิดที่มีตำหนิมลทินคล้ายอัญมณีธรรมชาติมากนั้น ถูกผลิตขึ้นโดยมนุษย์จากกระบวนการต่างๆที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีองค์ประกอบต่างๆกัน ดังนั้น นักอัญมณีจึงต้องรู้จักประยุกต์ใช้เครื่องมือตลอดจนนำเทคนิควิธีการต่างๆมาใช้ เพื่อที่จะทำให้การตรวจวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์อัญมณีไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และจัดเป็นสายงานพิเศษที่ต้องการความชำนาญทางด้านเทคนิค การติดตามให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ และความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับอัญมณี เนื่องจากกระบวนการพัฒนาในการทำอัญมณีปลอมต่างๆ มีเพิ่มมากขึ้นนั่นหมายความว่า เทคโนโลยีทางอุตสหกรรมอัญมณี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจะเป็นการเสี่ยงต่อความผิดพลาดมาก ถ้าใช้ความรู้ที่แคบหรือประสบการณ์จำกัดหรือการตรวจด้วยตาเปล่า ในการตรวจพิสูจน์อัญมณีมีขายอยู่ตามท้องตลาดว่าแท้หรือปลอมดังนั้น นักอัญมณีจะต้องคอยติดตามและต้องฝึกฝนตนเอง ให้มีวิจารณญาณ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในการตรวจวิเคราะห์อัญมณีเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

 

สาระสำคัญ

 

ขั้นตอนวิธีการตรวจวิเคราะห์อัญมณี เช่น

-       การสังเกตลักาณะทางกายภาพโดยทั่วๆ ไปด้วยตาเปล่า

-       การใช้กำลังขยาย

-       การวัดค่าดัชนีหักเห

-       การวิเคราะห์ลักาณะทางแสง

-       การหาค่าความถ่วงจำเพาะ

-       การทดสอบอื่นๆ

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบอัญมณี

-       เครื่องมือตรวจสอบอัญมณีโดยใช้กำลังขยาย

-       เครื่องมือตรวจวิเคราะห์สมบัติทางแสงของอัญมณี

 

 

ที่มา : เนื้อหาดังกล่าวนี้ คัดลอกจากตำราเรียน The Gem and Jewelry Institute of Thailand Volume 1 : Gem and Jewelry Business Diploma Programme

CR ภาพ : kanchanapisek.or.th

 

spacer